เทคนิคการบำรุงผิวพรรณ

ธรรมชาติของของผิวสวย ผิวหน้าเป็นส่วนภายนอกของร่างกายที่มีความบอบบาง แต่มีความแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น ผิวหนังมีความสำคัญการปกคลุมร่างกาย ป้องกันอันตรายต่างๆแก่ร่างกาย ป้องกันการกระทบกระแทก ป้องกันเชื้อโรค ป้องกันความร้อน ป้องกันแสงแดด ป้องกันสารพิษ ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายผ่านทางเหงื่อทำให้ไตทำงานน้อยลง ที่สำคัญมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำในร่างกาย และควบคุมอุณหภูมิของร่างกายโดยการขับเหงื่อออกทางผิวหนัง นอกจากหน้าทีต่างๆของผิวหนังที่กล่าวมาแล้วผิวหนังยังเป็นส่วนภายนอกสุดที่บ่งบอกถึงบุคลิก ลักษณะของผู้เป็นเจ้าของ ผู้ใดมีผิวพรรณที่สวยงามมีน้ำมีนวล ย่อมเป็นที่น่าดู น่ามอง น่าชื่นชม สภาพของผิวหนังภายนอกที่ยังบ่งบอกถึงสภาพภายในของร่างกายด้วย เช่น คนที่นอนไม่เพียงพอ ขาดอาหารมีความเครียด หรือป่วยไข้ ผิวหนังที่อาจเหี่ยวย่น แห้งหยาบกร้าน สีหมองคล้ำ ถึงแม้ผิวหนังจะเป็นส่วนที่บอบบางแต่เป็นเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของร่างกาย โดยเฉลี่ยผิวหนังของผู้ใหญ่จะมีพื้นที่ถึง 1.6-1.8 ตารางเมตร หนังกำพร้าในผู้ใหญ่หนักถึง 3.2-4.8 กิโลกรัม ชั้นรองรับผิวหนังซึงเป็นชั้นที่สามของผิวหนังของเราหนักถึง 17-18 กิโลกรัม ความหนาบางของผิวหนัง ในแต่ละส่วนของร่างกายจะไม่เท่ากัน ส่วนที่บางที่สุดคือ เปลือกตา และส่วนที่หนาที่สุดคือ ฝ่ามือและฝ่าเท้า
ชั้นของผิวหนัง ผิวหนังของเราแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ 1.ชั้นหนังกำพร้า (epidermis layer) 2.ชั้นหนังแท้ (dermis layer) 3.ชั้นรับรองผิวหนัง (subcutaneous layer) ชั้นหนังกำพร้า เป็นผิวชั้นนอกซึ่งแบ่งออกเป็นชั้นย่อยๆอีกหลายชั้น ชั้นนอกสุดของหนังกำพร้าเป็นสิ่งที่ป้องกันผิวหนังกับสภาพภายนอก ค่าความเป็นกรดเป็นด่างหรือค่า pH จะมีค่าค่อนไปทางกรด คือประมาณ 5.0 เพื่อปกป้องร่างกายจากเชื่อแบคทีเรีย ชั้นล่างของหนังกำพร้า จะสร้างเชลล์ใหม่ๆแล้วเคลื่อนตัวมายังชั้นกลาง และในที่สุดก็เคลื่อนมายังชั้นบนสุดของหนังกำพร้า ชั้นบนสุดของหนังกำพร้านี้จะเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ส่วนประกอบใหญ่คือ คีราติน (keratin) หรือโปรตีนที่แปรสภาพมาจากเซลล์ชั้นล่างลงไปมีลักษณะที่ไม่ละลายน้ำ ทนต่อสารเคมี จึงมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันผิวหนังจากสารพิษ ชั้นนอกของหนังกำพร้ายังมีไขมันที่เรียกว่า skin fat ซึ่งมีความสามารถในการดูดความชื้นจากเหงื่อ รวมตัวเป็น emulsion ปกคลุมผิวหนัง ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง ผิวชั้นนอกของหนัง กำพร้านี้จะหลุดเป็นขี้ไคลซึ่งจะใช้เวลาไม่เท่ากันในแต่ละส่วนของร่างกาย เช่น ข้อศอก 10 วัน หัวเข่า 20 วัน ข้อพับใต้ท้องแขน 100 วัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน ชั้นล่างของหนังกำพร้ายังเป็นที่อยู่ของเซลล์ที่ผลิตเมลานินหรือเม็ดสีที่ให้สีแก่ผิวหนัง คนผิวดำจะมีเมลานินมากกว่าคนผิวขาว เมลานินยังมีหน้าที่ป้องกันเราจากแสงอาทิตย์ โดยการดูดซับแสงอุลตร้าไวโอเลต ชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่อยู่ใต้หนังกำพร้า ซึงประกอบด้วย เยื่อใยหรือไฟเบอร์ที่ยืดหยุ่น คอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้เกิดความตึงของผิวหนัง บริษัทเครื่องสำอางจำนวนมหาศาลในการผลิตและโปรโมทเครื่องสำอาง โดยกล่าวอ้างว่ามีส่วนผสมของคลอลาเจน และอีลาสติน ซึ่งจะไปแทนที่คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังที่เสื่อมสภาพซึ่งจะทำให้ผิวหนังเต่งตึงขึ้น ชั้นหนังแท้ยังเป็นที่อยู่ของปลายประสาท หลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง ต่อมรากผมและต่อมรากขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ ต่อมกลิ่น และกลุ่มเนื้อเยื่อ ชั้นนี้เป็นส่วนที่ยืดหยุ่นไม่ดีนัก และจะเป็นรอยแตกเมื่อถูกยืดออกมากๆ เช่นสตรีมีครรภ์ หลังคลอดจะปรากฏแตกเป็นทางขาวที่เรียกว่า ท้องลาย ขาลาย ต่อมไขมัน จะหลั่งไขมันหรือไขผิวหนังเพื่อหล่อลื่น และปกคลุมผิวขน เส้นผม ทำให้ผิวหนังคงความชุ่มชื้นไม่แห้งกร้านจากการโดนแสงแดดหรือลม การหลั่งไขผิวหนังจะอยู่ภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนเพศชื่อเอนโดรเจนต่อมไขมันนี้จะเจริญเติบโตและทำหน้าที่อย่างเต็มที่เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ต่อมเหงื่อ จะผลิตเหงื่อเพื่อช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย โดยการระเหยน้ำออกจากร่างกายผ่านทางผิวหนัง ต่อมเหงื่อยังช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายมาพร้อมกับเหงื่อ การอาบน้ำชำระร่างกายจึงมีความสำคัญในการช่วยขจัดของเสียและขี้ไคล เพราะหากผิวหนังทำหน้าที่ในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายผ่านทางเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้ปอด ตับ ไต ทำงานน้อยลง ต่อมกลิ่น อยู่ติดกับรากผมและรากขน เช่นเดียวกับต่อมไขมัน มีมากบริเวณรักแร้ รูทวาร และอวัยวะที่เกี่ยวกับเพศ ต่อมกลิ่นของมนุษย์ มีหน้าที่สร้างกลิ่นกายมีกลิ่นหอมอ่อนๆแต่กลิ่นเหม็นของกลิ่นเต่าหรือกลิ่นตัวเกิดจากน้ำเมือกคัดหลั่งจากต่อมกลิ่นถูกเชื่อจุลินทรีย์บนผิวหนังแปรสภาพ
ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น ชั้นรองรับผิวหนัง เป็นชั้นที่มีเนื้อเยื่อไขมันมากจึงป้องกันกระดูกและอวัยวะภายในจากการกระแทก และเป็นแหล่งสะสมไขมันให้แก่ร่างกาย
ชนิดของผิวหนัง ผิวของคนเราแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนั้นสภาพของผิวหนังก็ยังเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่มากขึ้นวัยเด็กจะเป็นวัยที่มีผิวหนังที่สมบูรณ์ที่สุด คือเนียนเรียบ แต่งตึง ชุ่มชื้นและมีน้ำมันมาหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ แต่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาเมื่ออายุมากขึ้นสภาพผิวก็จะเปลี่ยนไปเนื่องจากวัยและสภาพแวดล้อมภายนอก คนเราส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสุภาพสตรี จึงแสวงหากรรมวิธีที่จะรักษาผิวพรรณให้ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ และการจะดูแลผิวพรรณได้อย่างเหมาะสมก็จำเป็นต้องรู้เสียก่อนว่าเรามีผิวชนิดใดใน 4 ชนิด นี้คือ 1. ผิวธรรมดา (Nomal Skin) มีน้อยคนมากที่จะมีผิวธรรมดา ผิวธรรมดาจะเป็นผิวที่เนียนเรียบอ่อนนุ่มรูขุมขนเล็ก ถ้าเอากระดาษเช็ดหน้าซับใบหน้าตอนตื่นนอนในตอนเช้าจะมีร่องรอยของน้ำมันปรากฏเพียงเล็กน้อย ถ้ามีผิวธรรมดานับว่าโชคดีมาก จึงควรดูแลทะนุถนอมให้ดี ควรปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด ลม และอากาศที่แห้ง 2. ผิวมัน (Oily skin) ถ้าเอากระดาษเช็ดหน้าซับใบหน้าตอนตื่นนอนในตอนเช้า แล้วปรากฏว่ามีน้ำมันติดอยู่บนกระดาษมาก แสดงว่าคุณมีผิวเป็นผิวมันคนผิวมันจะมีผิวที่ค่อนข้างหยาบ รูขุมขนใหญ่ และมักจะเกิดเป็นสิวหัวดำ เนื่องจากไขมันไปอุดรูขุมขน ข้อดีของการมีผิวมันก็คือ ผิวหน้าเหี่ยวย่นช้ากว่าผิวชนิดอื่นๆ เป็นความเข้าใจที่ผิดและเป็นการกระทำที่ผิดสำหรับคนที่มีผิวมันแล้วพยายามใช้สบู่แรงๆ หรือ น้ำยาทำความสะอาด เพื่อที่จะควบคุมน้ำมันส่วนเกินบนผิวหนัง เพราะการทำเช่นนี้แทนที่จะเป็นการกำจัดหน้ามันส่วนเกิน มันกลับเป็นการไปกระตุ้นผิวหนังให้ผลิตน้ำมันออกมามากยิ่งขึ้น และจะเป็นผลเสียในระยะยาวผิวหนังชนิดนี้ต้องการการดูแลด้วยการใช้สารให้ความชุ่มชื้นที่ปราศจากน้ำมันแก่ผิวหนัง และควรพอกหน้าด้วยสมุนไพร และอบไอน้ำเพื่อช่วยเปิดรูขุมขน และป้องกันการเกิดสิวหัวดำ 3. ผิวผสม (Combination skin) ผิวชนิดนี้เป็นผิวผสมระหว่างผิวธรรมดาหรือผิวแห้งกับผิวมัน การจะรู้ได้ว่ามีผิวผสมหรือไม่ให้ใช้กระดาษเช็ดหน้าแผ่นใหญ่ปิดทับไปบนใบหน้าทั้งหน้าทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า หากปรากฏน้ำมันเป็นรูปตัว T บนกระดาษ คือ บริเวณหน้าผาก สันจมูกจนถึงปลายคาง นั่นแสดงว่าคุณมีผิวเป็นผิวผสม คนที่มีผิวชนิดนี้มักจะมีสิวหัวดไบริเวณจมูกและมีสิวขึ้นบริเวณหน้าผากและคาง การดูแลผิวพรรณของคนผิวผสมก็ต้องใช้วิธีผสมผสานระหว่างการดูแลผิวธรรมดาหรือผิวแห้งในส่วนที่เป็นผิวธรรมดาหรือผิวแห้ง และใช้วิธีดูแลผิวมันในบริเวณที่มีผิวมัน 4. ผิวแห้ง (Dry skin) ผิวแห้ง จะเป็นผิวที่ละเอียดบอบบางและจะเป็นริ้วรอยได้ง่าย การใช้สบู่ชำระล้างผิวโดยเฉพาะบริเวณใบหน้าจะยิ่งทำให้แห้ง แตกได้ง่ายยิ่งขึ้น ควรใช้ครีมบำรุงผิวก่อนเข้านอน ใช้ครีมล้างหน้าและสารให้ความชุ่มชื้นที่อ่อนโยนบำรุงผิวพรรณ

ความผิดปกติของผิวหน้า นอกจากความแห้ง ความมันบนใบหน้าและผิวหนังแล้วยังมีความผิปกติอื่นๆ บนผิวหนังที่บ่อยครั้งไม่เป็นที่พึงปรารถนา เช่น สิว ไฝ ฝ้า จุดด่างดำซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันไป ฝ้า มีลักษณะเป็นจุดดำๆ กระจายไปทั่วเกิดจากการจับกลุ่มของสีผิว ฝ้ามักเกิดมากในวัยเด็กและวัยเริ่มชรา และจะมีมากขึ้นเมื่อถูกแสงแดดดังนั้นการหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจะช่วยลดการเกิดฝ้าได้ ไฝ เป็นจุดสีดำน้ำตาลหรือแดง ของผิวหนังเป็นเม็ดนูนสีเข้มกว่าฝ้ามักพบในหญิงตั้งครรภ์ ไฝไม่เป็นอันตรายแต่ทำให้ไม่สวย สิว เกิดจาการอุดตันของต่อมไขมันใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าวัยหนุ่มสาวจะเกิดสิวมาก เมื่อไขมันหรือฝุ่นละอองอุดตันรูขุมขนก็จะเกิดสิวและหากติดเชื้ออักเสบก็จะมีหนอง เมื่อสิวแห้งก็จะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้เป็นผิวหนังขรุขระ หรือทิ้งจุดดำจุดแดงเอาไว้ทำให้ดูไม่สวย อาการระคายเคืองและอาการแพ้ โดยปกติผิวหนังจะมีกลไกไว้ต่อต้านสิ่งที่เป็นอันตรายหรือเป็นพิษต่อร่างกาย ถ้าสิ่งที่สัมผัสผิวหนังมีความรุนแรงไม่มากนัก ผิวหน้าก็อาจจะไม่แสดงอาการใดๆ ให้เห็นแต่ถ้ามีความรุนแรงมาก ผิวหนังต้านทานไม่ไหวก็จะแสดงอาการเกิดขึ้น เช่น บวม แดง เม็ดพุพอง หดตัว รอยไหม้หลุดลอกตกสะเก็ด คันเป็นผื่นแดง เป็นต้น
การทำความสะอาดผิวและใบหน้า
การทำความสะอาดผิวและใบหน้านั้นมีหลายวิธีตั้งแต่การล้างด้วย น้ำธรรมดา ซึ่งมักจะทำความสะอาดได้ไม่ดีนัก จึงมีการนำเอาสารลดแรงตึงผิว เช่น สบู่ หรือ สารซักฟอกมาใช้เพื่อช่วยขจัดสิ่งสกปรกได้ดีขึ้น การใช้น้ำมันทำความสะอาด การทำความสะอาดด้วยการดูดซับขึดถูสิ่งสกปรกออกไปด้วยสารหรือวัสดุต่างๆ แต่โดยทั่วไปในการทำความสะอาดผิวพรรณ โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่นอกจากเหงื่อไคล ไขมัน และเผชิญกับสิ่งสกปรกจากสภาพแวดล้อม ยังรวมไปถึงเครื่องสำอางตกแต่ง และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ที่นำมาใช้โดยเฉพาะในสุภาพสตรีก็ต้องทำความสะอาดออกไปในแต่ละวันด้วย หลักการ 3 ขั้นตอน ในการทำความสะอาดผิวพรรณ 1. ชำระล้างที่ถูกวิธี เพื่อขจัดสิ่งสกปรกต่างๆ ที่อุดรูขุมขนออกจากผิวหน้าให้หมดจด 2. ปรับสภาพผิวภายหลังชำระล้าง เพื่อปิดรูขุมขน ซึ่งเปิดกว้างขึ้นในขณะทำการล้างหน้าด้วยสารทำความสะอาด เพราะเป็นการป้องกันมิให้ฝุ่นละอองเข้าไปอุดตันในรูขุมขนอีก 3. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและนุ่มนวล ในการดูแลผิวพรรณและใบหน้าทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ปัจจุบันมีการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ทูและผิวพรรณออกมาจำหน่ายให้เลือกใช้อย่างมากมายในรูปของครีมล้างหน้า โลชั่นทาหน้า ครีมนวดหน้า ครีมพอก ครีมบำรุงผิว เป็นต้น ซึ่งมีทั้งที่มีส่วนผสมจากสารเคมีสังเคราะห์มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต้องคำนึงถึงสภาพผิวของแต่ละคนเป็นสำคัญและความจำเป็น เครื่องสำอางที่วางขายมักมีราคาแพงและมักจะเป็นเครื่องสำอางจากต่างประเทศที่กล่าวอ้างถึง สรรพคุณของสารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นสมุนไพรต่างประเทศ ในความเป็นจริงแล้ว สารสกัดกาจธรรมชาติสมุนไพรไทยจำนวนมากมาย รวมทั้งอาหารบางอย่างที่เราสามารถหาได้จากในครัวก็สามารถนำมาดูแลผิวพรรณได้เป็นอย่างดีไม่แพ้เครื่องสำอางราคาแพง
|